รถบัสยี่ห้อมูใช้ไม่ได้ผล ! ผ่า 5 ประเด็น สเปอร์ส เสมอช็อก เวสต์แฮม

รถบัสยี่ห้อมูใช้ไม่ได้ผล ! ผ่า 5 ประเด็น สเปอร์ส เสมอช็อก เวสต์แฮม ใครจะไปเชื่อว่ายี่ห้อ โชเซ่ มูรินโญ่ จะเพลี่ยงพล้ำเสีย 3 ประตูในช่วงท้ายเกม แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วเมื่อ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีสกอร์นำห่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถึง 3-0 แต่พวกเขาเสียท่าโดนตีเสมอ 3-3 อย่างน่าเหลือเชื่อในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา

เป็นที่ทราบกันดีว่า “เฮียมู” ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเล่นฟุตบอลเน้นผลการแข่งขัน ยิ่งหากทีมมีสกอร์ได้เปรียบกลุยทธ์ “รถบัส” จะถูกนำมาใช้ทันที แต่ครั้งนี้รถบัสยี่ห้อโปรตุกีส ใช้ไม่ได้ผลเมื่อเจอพลังฮึดผสมกับความเก่งบวกเฮงทำให้พวกเขาต้องทำสองแต้มหลุดมือไปอย่างน่าเหลือเชื่อ

ในส่วนของ เวสต์แฮม ต้องยกเครดิตให้กับพวกเขาเช่นกันเพราะสปิริตนักสู้ของทัพ “ขุนค้อน” ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ ขณะที่ เดวิด มอยส์ นายใหญ่ชาววิสกี้ คงแฮปปี้สุดๆ เพราะทีมได้ 1 คะแนนสำคัญชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้

1. รถบัสยี่ห้อมูรินโญ่หายไปไหน
โชเซ่ มูรินโญ่ ได้รับการเชิดชูมาตลอดเกี่ยวกับสไตล์การเล่นที่เน้นผลการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อทีมได้ประตูกลยุทธ์ที่เขาจะนำมาใช้ก็คือการตั้งรับเหนียวแน่น และรอจังหวะที่คู่แข่งเพลี่ยงพล้ำเพื่อโจมตีด้วยการเล่นสวนกลับเร็ว ซึ่งปกติแล้วยุทธศาสตร์การรบแบบนี้มักจะใช้ได้ผลเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา แผนรถบัสของ “เฮียมู” มักจะโดนตีแตกยับเยินเป็นประจำ โดยเฉพาะในแมตช์ล่าสุดที่เปิดบ้านรับมือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ต้องบอกว่า สเปอร์ส มีโอกาสเก็บ 3 แต้มได้สบายๆ เมื่อได้ประตูนำถึง 3-0 และเหลือเวลาแค่ 10 นาทีก็จะชนะ

กระนั้นการเสียสองประตูในช่วงนาทีที่ 82 และ 85 ทำให้ เวสต์แฮม มีกำลังใจฮึกเหิมในการไล่บดขยี้เจ้าบ้าน ก่อนที่ทัพ “ขุนค้อน” จะมาได้ประตูแบบผีจับยัดจากการตะบันไกลของ มานูเอล ลานซินี่ ช่วงทดเจ็บ ส่งผลให้ “ไก่เดือยทอง” ทำแต้มหลุดมือไปสองคะแนน อย่างน่าเหลือเชื่อ

จริงๆ ขุนพลสเปอร์ส เต็มไปด้วยความมั่นใจในการเล่นเกมบุก และเต็มไปด้วยความเฉียบคม โดยพวกเขายิงได้ 3 ประตูจากความพยายามเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่รถบัสยี่ห้อมูรินโญ่ ดันไม่มีมนต์ขลังเหมือนสมัยก่อน สุดท้ายก็ต้องจบด้วยความผิดหวังของสาวก “น้องไก่”

2. กองหลัง สเปอร์ส ขาดสมาธิในการเล่น
หากมองจากรูปเกมแล้วในช่วง 45 นาทีแรก แนวรับของ สเปอร์ส ไม่ต้องเจอกับงานยากลำบากอะไรเลยในการจัดการเกมบุกของ เวสต์แฮม และสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ เอาไว้ได้หมด อย่างไรก็ตาม “เดอะ แฮมเมอร์ส” ปรับแผนด้วยการเล่นด้วยความกระตือรือร้นมากขึ้นในครึ่งหลังเพื่อที่จะไล่เพรสซิ่งสูงใส่เจ้าบ้าน และมันก็ได้ผลซะด้วย

นอกจากนี้ฟูลแบ็กของสเปอร์ส ก็ไม่สามารถจัดการกับเกมบุกของ เวสต์แฮม ได้เลย โดย แซร์ช โอริเย่ร์ ปล่อยให้ อารอน เครสส์เวลล์ กับ อาร์กตูร์ มาซูอากู สามารถเข้าไปปั่นป่วนในพื้นที่อันตรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขามีโอกาสได้เปิดบอลเยอะมาก

ขณะที่ ดาวินซอน ซานเชซ โดนกดดันอย่างหนักจนทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาดจนเป็นเหตุให้ทำเข้าประตูตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วจังหวะดังกล่าวนักเตะน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่การที่ขาดสมาธิทำให้เขาทำผิดพลาดมหันต์ และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างแท้จริงในเกมนี้

อย่างบอกเอาไว้ในข้อแรกแล้วว่าหากรถบัสยี่ห้อมูรินโญ่ แข็งแกร่งเหมือนสมัยก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายเกม แน่นอนว่าผลการแข่งขันคงจะออกมาแตกต่างจากนี้ชัวร์

3. เคน-ซน คู่หูจอมกระซวกประตู
แฮร์รี่ เคน กับ ซน ฮึง-มิน โชว์ผลงานสุดยอดอีกครั้งในแมตช์นี้ โดยทั้งสองคนเล่นได้อย่างเข้าขารู้ใจเพราะพวกเขาช่วยกันทำประตูในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รวมกัน 28 ประตูไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่านี่คือผลงานคู่หูพิฆาตที่ช่วยกันทำประตูได้มากสุดอันดับ 4 ในประวัตศาสตร์ลีกเมืองผู้ดี

สำหรับคู่หูมหาประลัยที่ทำผลงานได้เหนือกว่า เคน-ซน มีเพียงแค่ 3 คู่เท่านั้นได้แก่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด-ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา (36 ประตู), ดาบิด ซิลบา-เซร์คิโอ อเกวโร่ (29 ประตู), โรแบร์ ปิแรส-เธียร์รี่ อองรี 29 ประตู ที่สำคัญทั้งสามคู่นี้มีทั้งเลิกเล่นไปแล้ว และแยกกันไปเล่นให้กับสโมสร ฉะนั้นหาก เคน กับ ซน ยังไม่ย้ายหนีไปไหนพวกเขามีโอกาสทำลายสถิติเหล่านี้ลงได้

หัวหอกทีมชาติอังกฤษ ทำลายสถิติ 16 ปีของ เธียร์รี่ อองรี ตำนานกองหน้าอาร์เซน่อล หลังจากที่แอสซิสต์ และซัด 2 ประตูในค่ำคืนนี้ ทำให้เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ 12 ประตูของทีมจาก 5 เกมแรกในฤดูกาล 2020/2021 ขณะที่ อองรี มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 11 ประตูจาก 5 เกมแรกในซีซั่น 2004/2005

นอกจากนี้ เคน-ซน ยังถือเป็นนักเตะกระดูกสันหลังของ สเปอร์ส ในยุคมูรินโญ่ ฉะนั้นหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งเกิดได้รับบาดเจ็บแน่นอนว่าแนวรุกของทีมต้องเจอกับปัญหาในการยิงประตูชัวร์ ด้วยเหตุนี้ “เฮียมู” จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งสองคนอย่างระมัดระวัง เพราะทีมมีโปรแกรมแน่นเอี๊ยดในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ หากทีมขาดใครย่อมมีผลในการยิงประตูแน่นอน

4. เวสต์แฮม หัวใจแกร่งดั่งค้อนเหล็กปฐพี
แม้ว่า เวสต์แฮม จะทำผลงานได้ย่ำแย่ในครึ่งแรกเมื่อโดน สเปอร์ส ไล่ยำใหญ่แบบไม่เกรงใจจนเป็นเหตุให้สกอร์ขาดลอยถึง 3-0 และหลายๆ คนคงคิดว่า “ไก่เดือยทอง” คงจะลอยลำเป็น 3 คะแนนไปได้อย่างสบายๆ เพราะมองมุมไหนแล้ว “เดอะ แฮมเมอร์ส” ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสู้ได

อย่างไรก็ตามช่วงพักครึ่ง ไม่รู้ว่า เดวิด มอยส์ ได้ยาดีอะไรถึงทำให้บรรดาลูกทีมลงสนามมาด้วยความมุ่งมั่น และกระตืนรือร้นสุดๆ โดยพวกเขาสามารถยิ่งไล่บี้ ไล่เพรสซิ่งสูง จนทำให้นักเตะสเปอร์ส ต้องเจอกับงานหนัก และไม่สามารถปรับหมากตั้งรับได้

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นโดยทัพ “ขุนค้อน” ใช้เวลาตั้งแต่นาทีที่ 82 ไปจนถึงช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 ซัดสามประตูรวด ส่งให้พวกเขาบุกมาแบ่งแต้มถึงถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครคาดคิดว่า เวสต์แฮม จะสามารถทำลายรถบัสของ “เฮียมู” ได้พังยับเยินขนาดนี้

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เวสต์แฮม ยังได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นสโมสรแรกในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ที่ตามหลังคู่แข่ง 0-3 หลังนาที 81 แต่กลับมามีคะแนนได้สำเร็จ ฉะนั้นนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของ มอยส์ ในการกระตุ้นหัวใจนักเตะออกมาจากลูกทีมของเขา

5. เบล เปิดตัวกับทีมเก่าไม่โสภาสถาพร
สาวก “ไก่เดือยทอง” คงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่เห็น แกเร็ธ เบล กลับสู่อ้อมอกสโมสอีกครั้ง หลังจากที่ระหกระเหินไปทำมาหารับประทานกับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในเรื่องการคว้าแชมป์แต่ปัจจุบันคือส่วนเกินของ “โลส บลังโกส”

อย่างไรก็ตามสำหรับแฟนบอลสเปอร์สนั้น เบล ก็ยังคงเป็นฮีโร่เสมอมา และการที่ได้เห็นเขากลับมาเล่นให้สโมสรย่อมเป็นนิมิตรหมายที่ดี โดยนักเตะมีโอกาสได้ลงสนามเปิดตัวในเกมลีกนาทีที่ 72 ซึ่งในเวลานั้นต้นสังกัดยังคงมีสกอร์นำห่างถึง 3-0

กระนั้นการลงสนามเปิดตัวให้กับต้นสังกัดเก่ากลายเป็นเหมือนฝันร้ายเพราะทีมโดนยิงคืน 2 ประตูในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึง 5 นาที แถม เบล ยังมีโอกาสที่จะยิงตอกฝาโลงเมื่อโชว์สเต็ปเลี้ยงหลบคู่แข่งเข้าไปในเขตโทษ แต่สุดท้ายดันยิงออกหน้าตาเฉย

แถม สเปอร์ส ยังต้องมาเจอกับเหตุการณ์เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด เมื่อ เวสต์แฮม มาได้ประตูสุดงามจากการยิงแบบผีจับยัดของ มานูเอล ลานซินี่ ในนาทีที่ 90+4 ซึ่งแน่นอนว่านี่คือเกมเปิดตัวที่ ปีกสตาร์ดังทีมชาติเวลส์ ไม่อยากจดจำเลยจริงๆ